Hybrid Workplace: ข้อดีและความท้าทาย หากปรับใช้กับองค์กร

จากสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ทั่วโลกที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบทำให้บริษัทต่างๆ ต้องมีการปรับตัวเรื่องการทำงาน โดยเปลี่ยนจากการทำงานในออฟฟิศเป็นการทำงานจากที่บ้านอย่างเร่งด่วน แต่เมื่อสถานการณ์ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นตัวผลักดันให้เกิดความปกติรูปใหม่ในการทำงานที่เรียกกันว่า ‘New Normal’

อย่างไรก็ตาม การทำงานแบบใหม่นี้กลับไม่เป็นไปตามความคาดหมาย เนื่องจาก Work From Home หรือการทำงานจากที่บ้านมีข้อเสียหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสารที่ลำบาก และช้าขึ้น ส่งผลต่อการทำงาน และนำไปสู่ความเครียดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลของความไม่ชัดเจนของเวลาในการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว บริษัทจึงต้องค้นหาวิธีใหม่ๆ เพื่อให้ทั้งองค์กร และพนักงานทำงานได้ดีขึ้น

แนวคิดของการทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Workplace) จึงได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น ในฐานะของวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ที่ดูเป็นความหวังที่จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้

การทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Workplace) คืออะไร

อนาคต และเทรนด์ใหม่ของการทำงาน

Hybrid Workplace เป็นการทำงานรูปแบบใหม่ ที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้าน หรือที่ใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น ร้านกาแฟ Co-working Space หรืออื่นๆ ที่เหมาะกับลักษณะการทำงาน ไลฟ์สไตล์ และชีวิตส่วนตัวมากที่สุด รวมทั้งช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานได้

การทำงานรูปแบบใหม่นี้ จะเป็นอีกขั้นในยุค New Normal หลังจากที่บริษัทต่างๆ พบว่าการทำงานแบบทางไกลเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ณ ขณะนี้ Hybrid Workplace ถือเป็นโมเดลการทำงานที่ตรงกับความคาดหวังของพนักงานเป็นอย่างมาก จากการศึกษาของ WeWork และ Workplace Intelligence แสดงให้เห็นว่า หลังจากสถานการณ์โควิด-19 พนักงานต้องการแบ่งเวลาทำงาน โดยใช้เวลาอยู่ที่บริษัท 36% ทำงานทางไกล 30% และนอกสถานที่ เช่น Co-working Space หรือ “พื้นที่ที่สาม” (Third Space) 34%

การทำงานแบบใหม่นี้ยังสอดคล้องกับลักษณะนิสัยของคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นผู้นำในตลาดแรงงานในอนาคตอันใกล้ จากการมีอิสระ เป็นนายตัวเอง และมีความยืดหยุ่นในการเลือกสถานที่ ไปจนถึงการเลือกเวลาทำงานที่ดีที่สุดตามความต้องการของตนเองได้

บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้นำ Hybrid Workplace มาประยุกต์ใช้แล้ว

วิธีการทำงานแบบไฮบริดในสไตล์ของ Google

Sundar Pichai ซีอีโอของ Google ประกาศว่าบริษัทจะนำวิธีทำงานแบบใหม่อย่าง Hybrid Workplace มาปรับใช้กับองค์กรอย่างถาวร ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น ซีอีโอของ Google ได้เผยว่า พนักงานเกือบ 60% เลือกที่จะกลับมาที่ออฟฟิศ แต่จากการสำรวจภายในองค์กร มีพนักงานเพียง 8% เท่านั้นที่บอกว่าพวกเขาต้องการมาที่ออฟฟิศทุกวัน

Google จึงผลักดันโมเดลการทำงานนี้ โดยแบ่งวันทำงานออกเป็น ทำงานในออฟฟิศ 3 วัน สำหรับการทำงานร่วมกับทีม และอีก 2 วันจะเป็นการทำงานจากที่ไหนก็ได้ นอกจากนี้ ยังให้ความยืดหยุ่นกับพนักงานมากขึ้น ด้วยการให้สวัสดิการ ‘สัปดาห์ของการทำงานจากที่ใดก็ได้ (Work-From-Anywhere Week) กับพนักงานสูงสุดถึง 4 สัปดาห์ต่อปี

ประโยชน์ของการทำงานแบบไฮบริด

Hybrid Workplace เป็นมากกว่าแค่โมเดลสถานที่ทำงาน แต่ยังให้ประโยชน์ทั้งทางฝั่งบริษัท และพนักงาน

ประสบการณ์เชิงบวกของพนักงาน

เป็นเรื่องที่ดี หากพนักงานจะมีส่วนร่วมกับองค์กรมากขึ้น เมื่อบริษัทอนุญาตให้เลือกได้ว่า ต้องการทำงานจากที่ไหน เมื่อเทียบสถิติความคาดหวังของพนักงานเรื่องสถานที่ทำงานแบบไฮบริด พบว่า

> 95% ของพนักงานต้องการกำหนดได้ในระดับนึงว่าจะทำงานอย่างไร ที่ไหน และเมื่อใดได้บ้าง (Workplace Intelligence)

> 83% ของพนักงานที่ทำงานทางไกล และในออฟฟิศเห็นตรงกันว่า การได้ทำงานทางไกลจะทำให้พวกเขามีความสุข มากขึ้น (Owl Labs)

> 40% ของคนทำงานกล่าวว่า เวลาทำงานที่ยืดหยุ่นถือเป็นสวัสดิการที่ดีที่สุดสำหรับการทำงานทางไกล (Buffer)

โดยสรุปแล้ว สถานที่ทำงานแบบไฮบริดช่วยให้พนักงานมีทางเลือกในการทำงาน และยังสนับสนุนให้พนักงานมีชีวิตส่วนตัว และชีวิตการทำงานที่สมดุล Hybrid Workplace สามารถช่วยสร้างประสบการณ์เชิงบวกของพนักงานได้เป็นอย่างดี พนักงานจะรู้สึกว่าบริษัทใส่ใจพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ การทำงาน และความต้องการตามเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกัน ซึ่งช่วยเพิ่มความพึงพอใจให้แก่พนักงาน ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษาพนักงานให้ทำงานกับบริษัทได้นานขึ้น จากการได้บริหารชีวิตการทำงาน และชีวิตส่วนตัวให้มีคุณภาพ

ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน และประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม

สภาพแวดล้อมของการทำงานแบบไฮบริดช่วยให้พนักงานสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างเต็มที่ พนักงานหลายคนรู้สึกว่าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อทำงานจากที่บ้าน หรือนอกสถานที่ เนื่องจากเวลาที่ยืดหยุ่น และสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ช่วยเพิ่มสมาธิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำงานเป็นรายบุคคล ซึ่งมีสถิติที่มาสนับสนุน ดังนี้

> 77% ของพนักงานทางไกลกล่าวว่า พวกเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น เมื่อทำงานจากที่บ้าน (CoSo Cloud)

> 76% ชอบที่จะหลีกเลี่ยงการทำงานในออฟฟิศ เมื่อต้องการมีสมาธิกับโปรเจกต์อย่างเต็มที่ (Atlassian)

ในทำนองเดียวกัน การกลับมาทำงานที่ออฟฟิศหลังจากทำงานแบบทางไกลก็ทำให้พนักงานหันกลับมาให้ความสำคัญกับการใช้เวลาทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมทีม มากขึ้น นำไปสู่การสื่อสารที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นอีกด้วย

ลดต้นทุนการดำเนินงานในองค์กร

สถานที่ทำงานแบบผสมผสานนั้นช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขององค์กรโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ Startup และธุรกิจขนาดเล็ก เนื่องจากช่วยลดค่าเช่าออฟฟิศราคาสูง และแทนที่ด้วยการจ่ายพื้นที่การทำงานที่ถูกลง เช่น Co-working Space ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเวลา หรือสถานที่ในการทำงานร่วมกันได้ สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ Hybrid Workplace จะช่วยลดต้นทุนด้านออฟฟิศเช่นเดียวกัน ทั้งงบประมาณของการเตรียมพื้นที่ในออฟฟิศ ค่าบำรุงรักษา ไปจนถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงานใหม่ เพื่อให้พนักงานได้รับประสบการณ์ที่ดีและอยากจะอยู่กับบริษัทนานขึ้น

ความท้าทาย เมื่อปรับใช้การทำงานแบบไฮบริดกับองค์กร

แม้ว่า Hybrid Workplace จะมีศักยภาพที่จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของโลกการทำงาน และเป็นสิ่งที่พนักงานคาดหวังอยากให้องค์กรปรับใช้ แต่การจะนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ไม่ใช่เรื่องง่าย มีความท้าทายใดบ้างที่ควรพิจารณา เพื่อให้การริเริ่มปรับใช้ Hybrid Workplace ขององค์กรคุณประสบความสำเร็จ

วัฒนธรรมองค์กรเสี่ยงเปลี่ยนแปลง จากสถานที่ทำงานที่กระจัดกระจาย

มีความเสี่ยงสูงว่าจะเกิดวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ต่อเนื่อง เมื่อพนักงานทำงานในสถานที่ต่างกัน จะเห็นได้ว่าในหลายๆ ครั้ง วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ของคนในองค์กรเกิดขึ้นจากการมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด

จึงเป็นเรื่องยากสำหรับหัวหน้าทีมที่จะหาวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ และการมีส่วนร่วมของพนักงานที่ทำงานทางไกล รวมไปถึงตัวองค์กรที่อาจพบความท้าทายในการจะทำให้วัฒนธรรม และค่านิยมหลักขององค์กรยังคงแข็งแกร่ง สมดุลกันทั้งสองฝ่าย สำหรับพนักงานที่ทำงานในออฟฟิศ หรือนอกสถานที่

เนื่องจากการทำงานคนละสถานที่ อาจส่งผลไปถึงการรับสารเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกันได้ ดังนั้น บริษัทจึงจำเป็นต้องทบทวนกลยุทธ์ด้านวัฒนธรรมองค์กรให้ดีอีกครั้ง ก่อนที่จะนำโมเดลการทำงานแบบไฮบริดมาปรับใช้

แผนการสื่อสารที่มีคุณภาพ และการสื่อสารแบบเปิดกว้างทั้งองค์กร

การสื่อสารที่เปิดกว้างและโปร่งใส ถือเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดของการทำงานทางไกลให้ประสบความสำเร็จ เพราะแม้ว่าพนักงานจะมีความสุขที่ได้ทำงานจากที่ใดก็ได้ แต่ขวัญกำลังใจของพนักงานก็ลดลงอย่างรวดเร็วได้เช่นกัน หากพนักงานไม่รู้สึกถึงการมีส่วนร่วมกับเพื่อนร่วมงาน ทีม หรือตัวบริษัทเอง

การหาวิธีสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพกับพนักงานเป็นเรื่องยากมาก แต่ควรเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้จัดการ และทีม HR ในการพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารที่ช่วยให้พนักงานที่ทำงานทางไกลได้รับข้อมูลข่าวสาร และมีส่วนร่วมไม่ต่างจากคนที่ทำงานในออฟฟิศ

เครื่องมือในการจัดการพนักงาน และสนับสนุน Hybrid Workplace ให้เกิดขึ้นได้จริง

บริษัทจำเป็นต้องจัดหาเครื่องมือในการทำงานที่ช่วยให้พนักงานที่ทำงานนอกสถานที่ และในออฟฟิศทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น สามารถเพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานทุกคนจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะทำงานจากสถานที่ใดก็ตาม และสำหรับ HR ความท้าทายคือการสร้าง Hybrid Workplace ให้เกิดผลควบคู่ไปกับการจัดการบุคคลในองค์กร

ปัจจุบันมีเครื่องมือในรูปแบบดิจิทัลมากมายที่ช่วยติดตาม และสนับสนุนข้อกำหนดที่ซับซ้อนของ People Management ตั้งแต่การจัดการตารางการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ไปจนถึงการบริหารสวัสดิการของพนักงาน การมีเครื่องมือ HRIS ที่เหมาะสมและสามารถรองรับการทำงานแบบไฮบริดได้ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการทำงาน การมีส่วนร่วม และประสบการณ์ที่ดีของพนักงานได้

แม้ว่าการทำงานแบบไฮบริดจะดูเป็นความหวังใหม่ที่องค์กรจะเสนอเป็นทางเลือกให้แก่พนักงาน แต่อย่างไรก็ตาม องค์กรควรรับฟังความคิดเห็นของพนักงาน เช่น การทำแบบสำรวจภายในองค์กร ซึ่งถือเป็นเครื่องมือตัวกลางที่ดีที่จะช่วยให้องค์กรเข้าใจ และวัดระดับความคาดหวังของพนักงานได้อย่างแท้จริง ไปจนถึงช่วยให้องค์กรรู้วิธีในการสร้างประสบการณ์เชิงบวกของพนักงานได้อย่างตรงจุดที่สุด

หากคุณกำลังพิจารณาการปรับใช้การทำงานแบบไฮบริด และกำลังมองหาเครื่องมือ เพื่อจัดการตารางการทำงานที่ยืดหยุ่น และซับซ้อนมากขึ้น ลองพิจารณา Humatrix – The Ultimate Digital Work-Life Platform

#Hybridworkplace #Newnormal #Humatrix #Employeemanagement

เราใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่าน และช่วยให้เราสามารถพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้น ท่านสามารถยอมรับการใช้งานคุกกี้ได้โดยคลิก “ยอมรับคุกกี้” ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ประกาศนโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า
[class^="wpforms-"]
[class^="wpforms-"]
[class^="wpforms-"]
[class^="wpforms-"]